💣 ระเบิดเวลาในตู้เซฟ: ทำไมคณิตศาสตร์ของ Unit-Linked ถึงสอบตกเรื่องความยั่งยืนระยะยาว
💌 จดหมายที่ยังไม่ถูกส่ง — แต่ผมเห็นมันแล้ว
คุณ ส. (นามสมมติ) อายุ 38 ปี นั่งอยู่ตรงหน้าผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เขาเพิ่งซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ไปเมื่อปีที่แล้ว ทุนประกัน 20 ล้านบาท เบี้ยปีละ 800,000 บาท จ่าย 20 ปี
ตัวแทนบอกเขาด้วยความมั่นใจว่า: "พี่จ่ายเบี้ยคงที่แค่ 20 ปี แล้วไม่ต้องจ่ายอีกเลยครับ กรมธรรม์จะคุ้มครองพี่ไปตลอดชีวิต"
กราฟในโบรชัวร์สวยงาม แสดงมูลค่าเงินสด (Cash Value) ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ คุณ ส. รู้สึกมั่นใจว่าได้ "ทั้งความคุ้มครองและการลงทุน" ในผลิตภัณฑ์เดียว
แต่เมื่อผม (เนิร์ดกับนาถ) เปิดตาราง ค่าการประกันภัย (Cost of Insurance - COI) ในกรมธรรม์ของเขา และพล็อตกราฟ 30 ปีข้างหน้าด้วยตัวเลขจริง...
มือผมสั่นเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะผมเห็น จดหมายฉบับนั้น ก่อนที่มันจะถูกส่งออกไป
จดหมายที่จะมาถึงบ้านของคุณ ส. ในปี 2057 เมื่อเขาอายุ 73 ปี — หากเขาไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย:
"เรียน ผู้เอาประกันภัย
มูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนของท่านไม่เพียงพอต่อการชำระค่าการประกันภัยและค่าธรรมเนียม
กรุณานำส่งเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติมจำนวน 230,000 บาท ภายใน 30 วัน มิฉะนั้นกรมธรรม์จะสิ้นผลบังคับ"
นี่ไม่ใช่การทำนาย
นี่คือ ผลลัพธ์ที่ถูกเขียนโปรแกรมไว้ล่วงหน้า ในโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ของกรมธรรม์
เพราะประโยค "คุ้มครองตลอดชีวิต" ที่ตัวแทนบอกนั้น มี เงื่อนไขดอกจัน ที่เขาไม่ได้อ่านให้คุณฟัง: มันจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ยังพอจ่ายค่าการประกันภัย (COI) ได้
และตัวเลขที่ผมจะแสดงให้คุณดูวันนี้ ยังเป็นแค่ ขั้นต่ำที่สุด เท่านั้น — ความเป็นจริงมักจะรุนแรงกว่านี้
🚗 เครื่องยนต์ที่กินน้ำมันขณะจอดนิ่ง
ก่อนดูตัวเลข ผม (เนิร์ดกับนาถ) อยากให้คุณเข้าใจกลไกพื้นฐานก่อน
ลองนึกภาพรถยนต์สองคัน:
คันแรก เป็นรถธรรมดา เติมน้ำมัน 1,000 บาท วิ่งได้ 500 กิโลเมตร จอดนิ่งก็ไม่เปลืองน้ำมัน
คันที่สอง เป็นรถพิเศษ เติมน้ำมันเท่ากัน แต่เครื่องยนต์ทำงานตลอดเวลาแม้ขณะจอด และยิ่งรถเก่า เครื่องยิ่งกินน้ำมันมากขึ้นแบบทวีคูณ
Unit-Linked คือรถคันที่สอง
- เบี้ยประกันภัย (Premium) = น้ำมันที่คุณเติมลงถัง
- ค่าการประกันภัย (COI) = น้ำมันที่เครื่องยนต์เผาผลาญขณะจอดนิ่ง
ปัญหาคือ เครื่องยนต์ตัวนี้กินน้ำมันมากขึ้นทุกปีตามอายุของคุณ
- ตอนอายุ 38: เครื่องกินน้ำมันเดือนละ 3,500 บาท
- ตอนอายุ 55: เครื่องกินเดือนละ 14,000 บาท
- ตอนอายุ 70: เครื่องกินเดือนละ 53,000 บาท
แต่คุณยังเติมน้ำมัน 800,000 บาท/ปี เท่าเดิม (ก่อนหยุดจ่ายเบี้ย)
ถามว่า ถังน้ำมันจะหมดเมื่อไหร่?
🐸 กบในหม้อน้ำร้อน: ทำไมคุณถึงไม่รู้ตัว
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับกบที่ถูกใส่ในหม้อน้ำเดือด — มันจะกระโดดหนีทันที
แต่ถ้าใส่กบในน้ำเย็นแล้วค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิทีละนิด กบจะไม่รู้ตัวจนกระทั่งถูกต้มสุก
ค่า COI ในกรมธรรม์ Unit-Linked ทำงานแบบเดียวกัน
ถ้าบริษัทประกันบอกคุณตั้งแต่วันแรกว่า "ตอนอายุ 75 คุณต้องจ่ายค่าประกันปีละ 1 ล้านบาทนะครับ" คุณคงไม่ซื้อ
แต่เมื่อค่าใช้จ่ายค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละ 8-15% ต่อปี คุณไม่รู้สึกอะไร
- ปีแรก: 42,000 บาท/ปี — "ถูกดี"
- ปีที่สิบ: 100,000 บาท/ปี — "ก็ขึ้นบ้าง ไม่เป็นไร"
- ปีที่ยี่สิบ: 270,000 บาท/ปี — "เอ... เริ่มเยอะนะ"
- ปีที่สามสิบห้า: 1,030,000 บาท/ปี — "!!!"
ตอนนั้นน้ำเดือดแล้ว และกบกระโดดไม่ทันแล้ว
🏛️ ทำไมระบบนี้ถึงถูกสร้างขึ้น?
เพื่อให้เข้าใจเกมนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูบริบททางเศรษฐศาสตร์
ยุค 90s: โมเดลเก่าที่ใช้ได้
ในยุค 90s พันธบัตรรัฐบาลไทยให้ผลตอบแทน 6-10% บริษัทประกันจึงกล้าการันตีผลตอบแทนในกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ที่ 4-6% ได้สบายๆ
ความเสี่ยงทั้งหมดอยู่ที่บริษัทประกัน
หลัง 2008: วิกฤตดอกเบี้ยต่ำ
หลังวิกฤตปี 2008 โลกเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยต่ำติดดิน (Yield Starvation) พันธบัตรให้ผลตอบแทนเหลือแค่ 1-2%
บริษัทประกันเจอปัญหา Asset-Liability Mismatch — มีภาระต้องจ่ายคืนสูง แต่หาผลตอบแทนได้ต่ำ
ทางออก: โอนความเสี่ยงให้ลูกค้า
ทางออกของอุตสาหกรรมคือการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ โอนความเสี่ยงภัย (Risk Transfer) จากงบดุลของบริษัท มาสู่งบดุลของคุณแทน
โดยนำเสนอด้วยเรื่องราวที่น่าดึงดูด:
"อย่าทนกับดอกเบี้ยแบงก์ที่ต่ำเตี้ย มาลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อโอกาสรับผลตอบแทน 8-10% กันเถอะ"
แต่นั่นคือกับดัก เพราะเขาไม่ได้บอกคุณว่า:
ในขณะที่คุณแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุน คุณยังต้องแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นแบบทวีคูณอีกด้วย
📊 ตัวเลขที่ไม่มีใครอยากให้คุณเห็น
ผม (เนิร์ดกับนาถ) คำนวณค่า COI จาก ตารางมรณะไทย พ.ศ. 2560 (TMO 2017) ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะที่ คปภ. กำหนดให้บริษัทประกันใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิง
สมมติ: ทุนประกัน 20 ล้านบาท เบี้ย 800,000 บาท/ปี เริ่มต้นอายุ 38 ปี
| อายุ | อัตรา TMO 2017 | ค่า COI พื้นฐาน/ปี | เบี้ยที่จ่าย/ปี | ส่วนต่าง | สถานะ |
| 38 | 2.1‰ | 42,000 | 800,000 | +758,000 | 💚 สะสมเพิ่ม |
| 45 | 3.5‰ | 70,000 | 800,000 | +730,000 | 💚 สะสมเพิ่ม |
| 55 | 8.5‰ | 170,000 | 800,000 | +630,000 | 💚 สะสมเพิ่ม |
| 58 | — | — | 0 | — | ⚪ หยุดจ่ายเบี้ย |
| 60 | 13.5‰ | 270,000 | 0 | -270,000 | 💛 เริ่มกินทุน |
| 65 | 20.5‰ | 410,000 | 0 | -410,000 | 🟠 กินทุนหนัก |
| 70 | 32.1‰ | 642,000 | 0 | -642,000 | 🔴 วิกฤต |
| 75 | 51.5‰ | 1,030,000 | 0 | -1,030,000 | 💀 หายนะ |
| 80 | 78.8‰ | 1,576,000 | 0 | -1,576,000 | 💀💀 |
⚠️ ข้อควรทราบที่สำคัญมาก
ตัวเลขในตารางนี้คือ "ขั้นต่ำที่สุด" เท่านั้น
ผมใช้อัตราพื้นฐานจากตารางมรณะไทย พ.ศ. 2560 (TMO 2017) ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะ — ยังไม่รวม:
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่บริษัทเรียกเก็บเพิ่มเติม
- ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการกองทุน
- ค่าสัญญาเพิ่มเติม เช่น ประกันสุขภาพ หรือ โรคร้ายแรง (ซึ่งหลายคนมักซื้อควบคู่มาด้วย และค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้นตามอายุเช่นกัน)
ค่าใช้จ่ายจริงที่ถูกหักออกจากกรมธรรม์ของคุณในแต่ละปี มักจะสูงกว่าตัวเลขในตารางนี้
ถ้าคุณขอตาราง COI จากตัวแทนของคุณแล้วพบว่าตัวเลขสูงกว่าที่ผมแสดง — นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก นั่นคือความเป็นจริง
⚠️ จุดตัดแห่งหายนะ (Cross-Over Point)
ผม (เนิร์ดกับนาถ) เรียกจุดนี้ว่า Cross-Over Point — จุดที่ต้นทุนที่ถูกหักออกจากกรมธรรม์ สูงกว่า มูลค่าที่สะสมเพิ่มขึ้นในแต่ละปี
ลองนึกภาพถังน้ำที่มีรูรั่ว:
- ช่วงแรก (อายุ 38-58): คุณเติมน้ำ 800,000 บาท/ปี รูรั่วแค่ 42,000-200,000 บาท น้ำสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- ช่วงกลาง (อายุ 58-70): คุณหยุดเติมน้ำ แต่รูขยายใหญ่ขึ้นทุกปี น้ำเริ่มลดลง
- ช่วงท้าย (อายุ 70+): รูใหญ่มากจนน้ำรั่วออกปีละ 600,000-1,500,000 บาท ถังใกล้แห้ง
สำหรับกรมธรรม์ Unit-Linked ที่มีทุนประกันสูง Cross-Over Point มักเกิดขึ้นในช่วง อายุ 70-75 ปี (ถ้าคำนวณจาก TMO 2017 พื้นฐาน)
แต่ถ้ารวมค่าใช้จ่ายจริงทั้งหมด? Cross-Over Point อาจมาถึงเร็วกว่านั้น 5-10 ปี
ถ้าคุณอยากรู้ว่า "จุดตัด" ของคุณอยู่ที่อายุเท่าไหร่ ลองใช้เครื่องมือนี้คำนวณดูครับ:
[TOOL:COI_CALC]
🌪️ หายนะซ้อนหายนะ: เมื่อตลาดไม่เป็นใจ
แต่เรื่องยังไม่จบ
สมมติว่าคุณเกษียณอายุ 60 ปี พร้อมกับกรมธรรม์ที่มีมูลค่าเงินสด 12 ล้านบาท คุณรู้สึกมั่นใจว่าเงินก้อนนี้จะดูแลค่า COI ไปได้อีกหลายสิบปี
แต่แล้ววิกฤตเศรษฐกิจถล่ม ตลาดหุ้นร่วง 40%
มูลค่าหน่วยลงทุนในกรมธรรม์หดตัวจาก 12 ล้าน เหลือ 7.2 ล้านบาท
ในขณะเดียวกัน ค่า COI ยังคงถูกหักออกทุกเดือนตามปกติ — และเพราะคุณอายุมากขึ้น มันถูกหักในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือ ความเสี่ยงจากลำดับผลตอบแทน (Sequence of Returns Risk)
ถ้าตลาดหุ้นตกในช่วงที่คุณต้องถอนเงินออก ผลกระทบจะรุนแรงกว่าตกในช่วงที่คุณยังสะสมอยู่มาก
เพราะคุณถูกบังคับให้ ขายหน่วยลงทุนราคาถูก (ตอนตลาดตก) มาจ่าย ค่าประกันราคาแพง (ตอนอายุเยอะ)
วงจรมรณะ (Death Spiral)
- ปีที่ 1 หลังวิกฤต: ตลาดลง 40% → ต้องขายหน่วยจำนวนมากมาจ่าย COI
- ปีที่ 2: ตลาดฟื้น 20% แต่ฐานเล็กลง → กำไรน้อยลง
- ปีที่ 3-5: COI พุ่งสูงขึ้นทุกปี → ต้องขายหน่วยเพิ่มอีก
- ปีที่ 10: มูลค่าเงินสดหมดเกลี้ยง → กรมธรรม์สิ้นผลบังคับ
ผมเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การกัดกินตัวเอง (Cannibalization)
คุณกำลังขายของดีในราคาถูก เพื่อจ่ายหนี้ราคาแพง
💌 จดหมายเตือนภัยในวันที่สายเกินไป
โศกนาฏกรรมมักจะมาถึงบ้านในรูปแบบของจดหมายแจ้งเตือน
ข้อความจะสุภาพ แต่โหดร้าย:
"มูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนของท่าน ไม่เพียงพอต่อการชำระค่าการประกันภัยและค่าธรรมเนียม
กรุณานำส่งเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม 230,000 บาท ภายใน 30 วัน มิฉะนั้นกรมธรรม์จะสิ้นผลบังคับ"
ณ วันนั้น คุณอายุ 75:
- ไม่มีรายได้ประจำ
- สุขภาพเริ่มเสื่อมถอย
- ทำประกันใหม่ที่ไหนก็ไม่ได้แล้ว (Uninsurable)
ระบบทำงานของมันอย่างถูกต้องตามคณิตศาสตร์ทุกประการ
บริษัทประกันไม่ผิด กองทุนรวมไม่ผิด
แต่โมเดลการจับคู่ "ภาระระยะยาว" กับ "สินทรัพย์ผันผวน" ต่างหากที่มีความเสี่ยงสูงมาตั้งแต่ต้น
⚖️ หลักคิดสำหรับผู้เข้าใจระบบ: แยกภารกิจ
ผม (เนิร์ดกับนาถ) ไม่ได้บอกว่า Unit-Linked เป็นผลิตภัณฑ์ที่เลวร้ายเสมอไป
แต่มันมักถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ เมื่อนำมาเป็น หลักประกันระยะยาวที่ต้องการความยั่งยืน
หลักการพื้นฐาน (First Principles) ของการวางแผนการเงินคือ:
"แยกภารกิจออกจากกัน" (Separate the Missions)
เมื่อคุณพยายามใช้เครื่องมือเดียวทำหลายภารกิจพร้อมกัน คุณมักจะได้ประสิทธิภาพที่แย่ที่สุดจากทุกด้าน
| ภารกิจ | หลักการที่ถูกต้อง |
| ปกป้อง (Protection) | ใช้เครื่องมือที่ค่าใช้จ่ายโปร่งใสและคาดเดาได้ ไม่ผูกกับความผันผวนของตลาด |
| สร้างความมั่งคั่ง (Wealth) | ใช้เครื่องมือที่คุณควบคุมสภาพคล่องและความเสี่ยงได้เต็มที่ ไม่มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณตามอายุ |
ทำไมต้องแยก?
1. ความโปร่งใส (Transparency)
- เมื่อแยกภารกิจ คุณจะเห็นค่าใช้จ่ายแต่ละส่วนชัดเจน
- ไม่มีต้นทุนที่ซ่อนอยู่หรือเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณโดยไม่รู้ตัว
2. ความยืดหยุ่น (Flexibility)
- เมื่อสถานการณ์ชีวิตเปลี่ยน คุณสามารถปรับแต่ละส่วนได้อิสระ
- ไม่ต้องยกเลิกทั้งระบบเพื่อปรับเปลี่ยนส่วนใดส่วนหนึ่ง
3. ประสิทธิภาพ (Efficiency)
- แต่ละเครื่องมือทำหน้าที่ที่มันถูกออกแบบมาได้ดีที่สุด
- ไม่มีการประนีประนอมประสิทธิภาพเพื่อความสะดวก
📋 คำสั่งที่คุณต้องทำวันนี้
ถ้าคุณถือกรมธรรม์ Unit-Linked อยู่:
ขั้นตอนที่ 1: ขอ ตาราง COI ฉบับเต็ม จากตัวแทนของคุณ
ตารางนี้จะแสดงว่าค่าการประกันภัยของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างไรในแต่ละปี ตั้งแต่อายุปัจจุบันจนถึงอายุ 99 ปี
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณ "จุดตัดแห่งหายนะ" (Cross-Over Point)
ที่อายุเท่าไหร่ ค่า COI + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ จะสูงกว่าเบี้ยที่คุณจ่าย (หรือผลตอบแทนที่สะสม)?
ขั้นตอนที่ 3: ตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้
- ถ้าผลตอบแทนการลงทุนเป็น 0% (ไม่ขึ้นไม่ลง) กรมธรรม์จะมีเงินเหลือพอจ่าย COI ถึงอายุเท่าไหร่?
- ถ้าตลาดหุ้นร่วง -30% ในปีที่คุณอายุ 65 กรมธรรม์จะอยู่รอดไหม?
- คุณมีแผนสำรองอะไร ถ้าจดหมายฉบับนั้นมาถึงจริง?
ถ้าคุณตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ หรือคำตอบทำให้คุณไม่สบายใจ — แสดงว่าคุณกำลังนั่งอยู่บนระเบิดเวลา
แนวทางตามช่วงอายุ:
ถ้าคุณอายุต่ำกว่า 45 ปี: คุณยังมีเวลาปรับโครงสร้าง
สิ่งที่ควรทำ: วิเคราะห์อย่างละเอียดว่าคุ้มหรือไม่ที่จะถือกรมธรรม์ต่อ และพิจารณาว่าควรเริ่มต้นใหม่ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมกว่าหรือไม่ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ถ้าคุณอายุ 45-55 ปี: คุณใกล้ถึง Cross-Over Point แล้ว
สิ่งที่ควรทำ: พิจารณาเพิ่มเงินลงทุนเข้าไปเป็นระยะ (Top-Up) เพื่อชดเชย COI ที่พุ่งสูงขึ้น หรือพิจารณาลดทุนประกัน (Sum Assured) ลง เพื่อลด COI
ถ้าคุณอายุเกิน 55 ปี: ตัวเลือกของคุณจำกัดมากขึ้น
สิ่งที่ควรทำ: วางแผนสำรองเงินสดไว้ Top-Up เมื่อจำเป็น, ติดตามมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์อย่างใกล้ชิด (อย่างน้อยทุก 6 เดือน) และยอมรับความจริงว่ากรมธรรม์อาจไม่ยั่งยืนถึงปลายทาง
ถ้าเหลือเวลาน้อยกว่า 10 ปีก่อนถึง Cross-Over Point:
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอิสระทันที คุณต้องการคนที่:
ไม่มีผลประโยชน์ในการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ให้คุณ
เข้าใจคณิตศาสตร์และโครงสร้างของ Unit-Linked อย่างลึกซึ้ง
สามารถวิเคราะห์กรมธรรม์ของคุณและให้คำแนะนำที่เป็นกลาง
🎯 บทสรุป
ระบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนระยะยาว
มันออกแบบมาเพื่อโอนความเสี่ยงจากบริษัทมาหาคุณ
และถ้าคุณไม่เข้าใจกลไกนี้ คุณจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบตั้งแต่วันแรกที่เซ็นสัญญา
ดอกเบี้ยทบต้นคือปาฏิหาริย์ แต่ต้นทุนทบต้นคือหายนะ
อย่าให้ความผันผวนของตลาดหุ้น มากำหนดชะตาชีวิตในห้อง ICU ของคุณ
และอย่าให้จดหมายที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต มาถึงมือคุณตอนอายุ 75 ปี
ขอตาราง COI วันนี้ คำนวณจุดตัด และตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน
อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นกบในหม้อน้ำร้อน
📊 บทวิเคราะห์โดย: เนิร์ดกับนาถ (Nerd with Nart)
📚 อ้างอิงจาก:
ตารางมรณะไทย พ.ศ. 2560 (TMO 2017), สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (NHES VII พ.ศ. 2567-2568), คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ร่วมกับ สวรส. และ สสส.
⚠️ ข้อสงวนสิทธิ์ (Disclaimer):
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับกลไกทั่วไปของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ไม่ได้ระบุถึงบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ใดโดยเฉพาะ ตัวเลขที่แสดงเป็นการประมาณการ ขั้นต่ำ จากตารางมรณะไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะ — ค่าใช้จ่ายจริงที่บริษัทประกันเรียกเก็บมักจะสูงกว่านี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์แต่ละฉบับ
ผู้อ่านควรขอตาราง COI และเอกสารค่าใช้จ่ายจากตัวแทนของท่านเพื่อตรวจสอบตัวเลขจริง บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือยกเลิกผลิตภัณฑ์ใดๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
#เนิร์ดกับนาถ #UnitLinked #COI #ระเบิดเวลา #แยกภารกิจ #ตารางมรณะไทย #TMO2017
End of transmission.
Return to Archive